HOME

หน้าหลัก

กิจกรรม

สมาชิก

ติดต่อเรา

     

    กิจกรรมรับน้อง


    ประวัติการรับน้องในประเทศไทย

ประวัติรับน้องในประเทศไทยเริ่มจากในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลระหว่างคณะแพทยศาสตร์กับคณะวิทยาศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อพ.ศ.2474ได้มีเหตุการณ์ไม่งามเกิดขึ้นคือแบ็คของคณะแพทยศาสตร์ได้ถูกผู้เล่นในทีมตรงข้ามวิ่งเข้าต่อยซึ่งสโมสรสาขาศิริราชสืบทราบว่าได้มีการตระเตรียม

วางแผนการไว้ก่อนแล้วจึงได้ส่งหลักฐานฟ้องร้องไปทางสโมสรกลางให้จัดการลงโทษแก่ผู้กระทำผิดนั้น ต่อมา ได้มีการพิจารณาและไต่สวนกันหลายครั้ง

แต่ในที่สุดบรรยเวกษ์ก็ได้อะลุ่มอล่วยให้เลิกแล้วกันไปนิสิตแพทย์ส่วนมากไม่พอใจ เนื่องด้วยนิสสิตคณะวิทยาศาสตร์บางส่วนจะต้องข้ามมาเรียนปีสอง

ที่คณะแพทยศาสตร์จึงได้มีเสียงหมายมั่นจะแก้มือด้วยประการต่างๆซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าจะต้องรู้ไปถึงหูพวกที่เป็นต้นเหตุนั้นแต่ครั้นใกล้เวลาที่พวกใหม่จะต้องมาเรียน

ที่ศิริราช คณะกรรมการสโมสรสาขาศิริราช ได้มีความเห็นว่า การแก้แค้นจะทำให้แตกความสามัคคี ดังนั้นชาวศิริราชจึงได้ตกลงเลือกทางกุศล

คือแทนที่จะใช้วิธีการบีบบังคับให้ขอขมากลับจัดการเลี้ยงต้อนรับเป็นการแสดงการให้อภัยและเชื่อมความสามัคคีแทนพิธียกโทษกลายมาเป็นประเพณีประจำ

คณะแพทยศาสตร์ ซึ่งต่อมาคือประเพณีรับน้องข้ามฟากของคณะ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และได้ขยายวงกว้างออกไปยังหมู่คณะอื่น ๆ อีกด้วย อย่างไรก็ดี

ความเจริญมีมากขึ้นตามจำนวนปีที่ผ่านไป การต้องรับนิสสิตใหม่ได้แปรรูปตามไปด้วย ทำให้งานนี้ได้กลายเป็นโอกาสสำหรับโอ่อ่าและประกวดประขันกันต่าง ๆ

ส่วนกำเนิดการรับน้องแบบรุนแรงหรือระบบว๊ากสำหรับประเทศไทยซึ่งคนไทยทั่วไปเข้าใจว่าเป็น"ระบบโซตัส"มาจากโรงเรียนป่าไม้

ภาคเหนือหรือวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งกลายเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบันรับระบบนี้มาใช้เป็นแห่งแรกโดยอาจารย์ในยุคบุกเบิกส่วน

ใหญ่ที่จบจากวิทยาลัยเกษตรกรรม ลอสบานยอส (Los Baños)ที่เป็นส่วนหนึ่งของ มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ ได้นำระบบว๊ากถ่ายทอดให้กับนิสิต

นักศึกษา นอกจากนี้อาจารย์บางท่านก็ถูกส่งไปถึงมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอเรกอน (Oregon State University) และมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ (Cornell University )

ที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นฉบับของระบบว๊าก ประเพณีที่ว่านี้ก็คงติดตัวท่านเหล่านั้นเข้ามาเช่นกัน ต่อมาในปี พ.ศ.2486 เมื่อมีการตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดยในช่วงแรกนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับนิสิตจากวิทยาลัยเกษตรกรรมเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบบว๊าก จึงถูกใช้ในการรับน้องด้วย

(สำเนาว์ และบุญเรียง, 2531 เกษร สิทธิหนิ้ว, 2547) ผู้ที่นำระบบการกดดันรุ่นน้องเข้ามาคิดว่าเทคนิคกดดันกลั่นแกล้งเหล่านี้เป็นการละลายพฤติกรรม ลดทอนความต่าง

ของฐานะให้นิสิตใหม่รู้สึกเท่าเทียมมีความรักสามัคคีซึ่งดร.ชาญวิทย์เกษตรศิริได้พูดถึงที่มาของระบบว๊ากในหนังสือ"หนุ่มหน่ายคัมภีร์"ของสุจิตต์วงษ์เทศโดยให้ภาพ

การถ่ายทอดประเพณีการรับน้องจากสหรัฐอเมริกาสู่ไทยโดยผ่านมาทาง ฟิลิปปินส์ว่า"ตัวอย่างของการที่ประเพณีประเภทนี้แผ่ขยายเข้ามาในเมืองไทยจะเห็นได้ชัด

ในกรณีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือประเพณีการคลุกโคลนปีนเสา...เห็นได้ชัดในอดีตอันแสนไกลของมหาวิทยาลัยคอร์แนล...ภาพเก่าๆ เกี่ยวกับอดีตของคอร์แนล

มักจะมีรูปการปีนเสาทรมานแบบนี้แต่นั่นก็ได้กลายเป็นอดีตไปแล้วอย่างไรก็ตามประเพณีการปีนเสานี้ก็ได้แผ่ขยายไปยังฟิลิปปินส์ในสมัยนั้นฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้นของ

สหรัฐอเมริกาอยู่ และคอร์แนลก็ได้มีส่วนร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ คอร์แนลมีคณะเกษตรที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ดังนั้นจึงได้เข้ามามีส่วนช่วยสร้างวิทยาลัยเกษตร

ที่ลอสบันยอส ประเพณีการปีนเสาก็ ถูกถ่ายเทจากมหาวิทยาลัยเมืองแม่มายังมหาวิทยาลัยอาณานิคม" (สำเนาว์ และบุญเรียง, 2531, เกษร สิทธิหนิ้ว, 2547) จะเห็นได้ว่า

มหาวิทยาลัยในประเทศไทยรับระบบการรับน้องแบบว๊ากในช่วงที่การรับน้องแบบนี้ยังเป็นที่นิยมในสหรัฐและฟิลิปปินส์อยู่

 

เหตุผลของการรับน้อง

 

สาเหตุเริ่มต้นของการรับน้อง เกิดจากที่นักศึกษาที่เข้าเรียนในสถานศึกษาแห่งใหม่ จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงเรื่องราวของสถานศึกษานั้น

การเตรียมตัวการเรียนและมารยาทต่างๆในสถานศึกษา การรับน้องเกิดขึ้น เพื่อให้ นักศึกษาใหม่ได้คุ้นเคยและทำความรู้จักกับรุ่นพี่ ที่จะสามารถสอนวิธีการ

ปฏิบัติตัวในสังคมได้ การรับน้องถือเป็นกิจกรรมทีมีประโยชน์ในอดีตอย่างน้อยต่อรุ่นน้องให้ได้รู้จักรุ่นพี่ นอกจากนี้ยังทำให้ทุกคนรู้รักสามัคคีกัน รู้จักปรับตัว

รู้จักการวางตัว รวมทั้งกิริยามารยาทที่ควร ปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87